a's profileเด็กหญิงรถถังPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    เติมเต็มความเรียบง่ายในชีวิต

    ช่วงนี้รู้สึกไม่ค่อยจะเรียบง่ายสักเท่าไหร่
    เนื่องจากถูกกระแส Hi5 และ Blogspot ควบคุม
    ลองย้อนกลับมาดูบ่อเกิดแห่งความคิดของงานเขียนดู
    มันเงียบเหงา และสงบ
    นี่แหละที่ต้องการ...
    ความเงียบ...ที่ทำให้ใจสงบแม้รอบกายจะอึกทึกแค่ไหน
    ความเหงา...ที่ทำให้รู้สึกไปว่าอยู่เพียงลำพัง ทั้งที่บางครั้งอาจไม่ใช่
    เมื่อทั้งสองมารวมกัน...คือความเงียบเหงา
    ที่อยู่ท่ามกลางผู้คนแต่ใจสงบ และคิดไปว่าอยู่ลำพังจนรู้สึกไปนี่เรากำลังเหงา
     
    ฉันโชคดีที่ชอบความเงียบ
    แต่โชคดีกว่าที่ฉันชอบให้ความเหงาเข้ามาเยือน
    เพราะทุกครั้งที่ฉันเหงา
    ความเหงานั้นเองที่ส่งเสริมให้ความเงียบของฉันมีประสิทธิภาพที่สุด
     
    ฉันโชคดีที่รู้จักเหงา
    แต่โชคดีกว่าที่รู้จักมีความสุขกับความเหงา
    ...
    แม้วันนี้รอบกายจะมีใครมากมาย
    ฉันก็ยังเหงา...ฉันเลือกที่จะเหงา
    เพราะมันทำให้ฉันรุ้สึกว่าฉันเข้มแข็ง
    ทั้งที่บางครั้งอาจไม่จริง
    ฉันก็อ่อนแอเป็น
    แต่ความเหงาไม่เคยทำร้ายใคร
    เราเลือกทำร้ายตัวเอง...โดยโบ้ยโทษให้ความเหงา
    ได้ยินอะไรไหม
    เงียบหรือยัง
    เหงาไหม
    ดีใจด้วย
    ที่กำลังเหงา
     
     

    Will you?

    Pas(r)t I
    At the same time...
    Have you ever met someone and nourished your heart?
    Have you ever met someone and nourished your life?

    Have you ever met someone and nourished you like a spesial one?

    ...Yes, I have...


    Pas(r)t II
    At the same time...

    Have you ever loved while felt tired?
    Have you ever loved while felt hurt?
    Have you ever loved while felt discourage?


    ...Yes, I have...


    Pas(r)t III
    At the same time...
    Have you ever tried to walk away but your legs were freezed?
    Have you ever tried to walk away but your heart disagreed?
    have you ever tried to walk away but it'd never done?

    ...Yes, I have...

    The more I have, the more love I could ever gave.
    The more I love, the more YOU've hurted me.

     

    IF I STOP LOVING YOU,

    WILL YOU STOP HURTING ME?

    Khaw Oat


     


    2 bagpacker in Laos 20-26 ต.ค. 50

    แบกเป้ไปหมอชิต มุ่งหน้าสู่ "ด่านเชียงของ" จังหวัดเชียงรายพร้อมเพื่อนร่วมอุดมการณ์ อย่าง "กิ๊ฟซี่"
    เมื่อถึงด่านเชียงของก็ทำเรื่องขาออก และนั่งเรือข้ามโขงไปที่ "ด่านห้วยแก้ว" สปป.ลาว เพื่อทำเรื่องเข้าประเทศ
    จากนั้นแลกเงินด้วยเรต 1 บาท:280.5 กีบ แลก 4000 บาท ก็เอาไปเลย 1กว่ากีบ
    และเริ่มใช้เงินซื้ออาหารเช้าและ "ปี้" เรือช้า ห้วยแก้ว-ปากแบง-หลวงพระบาง 190000 กีบ ทันที
    3163317731843192
    ครบมั้ยนับดู                                     บาเก็ตต์ไก่ อร่อยแค่ 8000 กีบ                          ท่าเรือช้าที่ห้วยแก้ว                          นี่แหละ 5 ชั่วโมงบนเรือลำนี้
     
    ตอน 6 โมงเย็นก็ถึงปากแบงซึ่งต้อนนอนพักที่นั่นหนึ่งคืน ราคาห้อง 150 บาท ด้วยมารยาหญิงที่มีต่อลูกชายเจ้าของ บุญมีเกสต์เฮ้าส์ ลดเหลือ 120
    น้ำขวดละ 7000 กีบ ลดอีกเหมือนกันเหลือ 6000 กีบ หนึ่งคืนแม้จะไม่สบายนัก เพราะตอนเที่ยงคืนถึงตี3 มีเสียงหมากัดกัน
    ตื่นเช้ามาก้ต้องใช้ไฟฉายเข้าห้องน้ำ เพราะปากแบงเค้าต้องปั่นไฟใช้กัน ฉะนั้นไฟที่นี่จะดับตอน 5 ทุ่ม และเปิดใช้อีกทีตอนบ่าย
    IMG_32183232IMG_32313243
    ท่าเรือยามเช้าที่ปากแบง                  ตลาดเช้าที่คล้ายต่างจังหวัดบ้านเรา          หนังควายตากแห้งอาหารอันโอชะ (ไม่ใช่ของสองเรา)   เอ่อ...เหมือนจะดูดี                               
     
    ล่องน้ำโขงต่ออีก 7 ชั่วโมงเพื่อไปยังเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง  เมื่อถึงหลวงพระบางก้รีบแจ้นไปที่พักที่อาจารย์โอฬารจัดให้ฟรีทันที (ขอบคุณงามๆครับ)
    ก่อนจะโดนตุ๊กๆลาวหลอกให้เสียเงิน 20000 กีบเพื่อนั่งรถไปดูพระอาทิตย์ตกที่พระธาตุพูษีแค่ 100 เมตรจากที่เราขึ้นรถ เหอะๆๆๆขำๆ
    3137327632803287
    อีตุ๊กๆคันนี้แหละที่เราเสียค่าโง่ไป          เหนื่อยมากกับบันได 328 ขั้น                 พระธาตุจอมษี สัญลักษณ์หลวงพระบาง         พระอาทิตย์ตกโขง
     
    ต่อมาเราก็มาที่พระราชวังโบราณ และตลาดมืด ก่อนจพเลือกหรูกินอาหารแพงคือ เอาะหลาม และ หมกปาฟอก อยากรู้เป็นไง ไปหากินที่ลาวเอง อิอิ
     
    วันที่3
    เนื่องจากหลวงพระบางเป็นเมืองเล็ก เราเลยใช้ สอง เท้าที่มีเดินได้
    พูดถึงวัดในหลวงพระบางก็มีจุดเด่นแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน วัดดังๆที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงที่นี่คือวัดเชียงทอง วัดใหม่สุวรรณภูมาราม เฮือนมรดกเชียงม่วน วัดแสน เป็นต้น
    ดูภาพใน photo ประกอบได้ ส่วนแผนที่ ก้ต้องขอบคุณ "คู่มือนำเที่ยวหลวงพระบาง"
    มื้อกลางวันก้ไม่พลาด "เฝอ" หน้าวัดแสน อร่อยมาก...อ๋อที่ลาวเค้าจะใส่ "แป้งนัว" หรือผลชูรสเยอะมาก ไม่รู้อร่อยเพราะไอที่ว่าหรือเปล่า
    ตกบ่ายก็ไปน้ำตกกวางสีกัน ซึ่งหลายคนบอกว่า ไม่ไปน้ำตกกวางสีเหมือนมาไม่ถึงหลวงพระบาง
    ตกดึกก้ตลาดมืดช๊อปอีกแล้ว ได้ของฝากมาเพียบ และคืนนี้เราก็ลองชิม (เขมือบกันเลยแหละ) "ชิ้นดาด (หมูเกาหลี)" อร่อยมาก แต่ทีเด็ดอยู่ที่เบยลาวกับมะเขือทอด...ต้องลอง
     
    33453358338033983455
    กางแผนที่พร้อมเที่ยว       เฮือนมรดกเชียงม่วน รับรองโดย UNESCO             สิมวัดเชียงทอง                    โรงเมี้ยนโกศ งานไม้แกสลักรามเกียรติ์   และอันนี้น้ำตกกวางสี
     
    วันที่ 4
    ตื่นเช้ามาใส่บาตรข้าวเหนียว ก่อนจะแยกย้ายไปทำกิจกรรมที่เราชอบ
    กิ๊ฟ ไปซื้อผ้าไหมให้แม่อีก 10 ผืน พร้อมเข้าไปชมพระราชวังโบราณ
    ลิน ไปส่งจดหมายหลากหลายฉบับ และเกือบไปมีเรื่องกับไปรษณีย์ที่นั่นด้วยความที่เค้ากวน...ได้อีก
    แล้วแวะชมตลาดเช้าที่มีแม่ค้าใจดีให้อลินชิมปรีทุกอย่างที่ถามว่า "อิยังก๊ะ" 55+
    แล้วเราสองก็มาเจอกันที่รถตู้เพื่อนั่งรถต่อไปวังเวียง
    ...ทางไปวังเวียงยิ่งกว่าแม่ฮ่องสอนอีก กิ๊ฟที่ไม่เคยเมารถก็อาเจียนออกมาครั้งนี้แหละ กว่าจะถึงวังเวียงได้ ทุลักทุเลเต็มที
    แต่โชคดีพี่คนขับใจดี พาเราหาที่พัก (ทีหลังมารู้ว่าเป็นที่พักของ "นายบ้าน" หรือผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง)
    อาจเห็นสภาพกิ๊ฟแล้วอนาทใจ คงไม่คิดว่าพวกเราจะแบบเป้หาที่พักได้ "ขอบใจหลายเด้อ"
    ราคาที่พักไม่ต้องห่วง มารยาหญิงเราเยอะ ตอนแรกบอก 60000กีบ ขอลดเหลือแค่ 50000 แต่วันเช็คเอาท์ อลินมัดมือชกเหลือแค่ 40000 พี่เค้าก้งงๆแต่ไม่ว่าอะไร
     
    วันที่ 5
    ตื่นเช้ามาก็เลือกกิจกรรมไปตลาด กินข้าวเหนียวปลาย่าง กินน้ำเต้าหู้ ขนมครก ที่ไม่อร่อยเลย ขนมคู่ (ปาท่องโก๋) และอีกมากมาย ก่อนจะไปล่องห่วงยางที่แม่น้ำซอง
    และนั่งรถ VIP 35 ที่นั่ง ปรับเอนไม่ได้ เปิดแอร์แค่ 10 นาทีแล้วปิด ด้วยความที่เราเป็นเด็กวารสารศาตร์ผู้ผดุงความถูกต้อง
     
    "พี่ค่ะทำไมไม่เปิดแอร์ค่ะ"
    "แอร์เสีย" คนขับตอบ
    "อ้าวเมื่อกี้ยังเปิดได้นิค่ะ"
    เงียบสักพัก "ก็เปิดกระจกกันแอร์ก็ไม่เย็น"
    "เมื่อกี้มันก็เย็นนิค่ะ" เรายังไม่ลดละทดถอย
    ...เงียบ...
    "แล้วสรุปแอร์เสีย หรือเปิดกระจกแล้วไม่เย็นกันแน่"
    ...เงียบ...
    โอเคเล่นอย่างนี้ใช่มั้ย จัดไปอลิน...เรื่องมีอยู่ว่าพอตอนพักรถ คนลงจากรถหมดแล้ว เราเลยดำเนินการ "เปิดแอร์เองเลย" ซึ่งดูเหมือนชัยชนะจะเป็นของเราสอง
    แต่ความผิดพลาดของงานชิ้นแรกก็เกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อคนขับ ขับไปสักพัก ก็คงรู้สึกได้ว่ามีอะไรเย็นๆเป่าหัวเค้าอยู่..."ให้ตายเหอะลืมปิดแอร์บนหัวคนขับ"
    แล้วชัยชนะที่เราวาดไว้ก็หมดลงแค่ 10 นาทีเท่านั้น
    3639364737643771
     ข้าวเหนียวกับปลาแม่น้ำซองย่าง...อร่อยมาก         ไกด์ล่องน้ำซองขอเติมลมห่วงยางก่อน                   คันนี้แหละ VIP
     
    มาถึงเวียงจันทน์ก็ 5 โมงกว่าได้แล้ว เดินหาที่พักก็ชั่วโมงนึง โดนตุ๊กๆหลอกอีกแล้ว ขอข้ามไม่เล่า มันเจ็บใจ...
    ได้ที่พักคืนละ 300 บาท จาก 400 ไม่ต้องถามว่าทำไม...จากนั้นก็ไปเดินเที่ยวงานวัดเวียงจันทร์ริมโขงกัน
    ลัล ลัล ล้า กันมาก กับการเกาะขอบเวทีดูนักร้องลาว 55+ ก่อนจะไปนอนเอาแรง
     
    เช้าวันที่ 6
    ตื่นมาแต่เช้าไปชมประตูชัยที่ลาวคนเดียว (กิ๊ฟไม่ตื่น) จากนั้นกลับมาศึกษาแผนที่เวียงจันทน์ และสุมหัวกันคิดว่าจะปั่นจักรยานเที่ยวกันคันเดียว
    ที่แรกที่ไปคือ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ที่ได้ไกด์มาบอกเล่าประวัติของลาว แต่ที่น่าแปลกคือ ไกดด์ไม่ได้เล่าชอตที่ไทยยึดพระแก้วมรกตไป อาจเพราะรู้ว่าเราเป็นคนไทย
    แต่ก้อดสงสัยไม่ได้ถ้าเป็นคนฝรั่งเศสหรืออเมริกามาเยี่ยมชมพร้อม request guide ไกด์คงต้องเล่าข้ามไปประมาณครึ่งประวัติศาสตร์เลยทีเดียว...
    จากนั้นเที่ยววัดอื่นๆต่อ จนเจอพี่โก้ ที่คุยไปคุยมาก้ตกลงไปนั่งรถกับพี่เค้า เพราะพี่เค้าไม่มีข้อมูลอะไรเลย แล้วเช่ารถตู้พร้อมคนขับไว้ แต่คนขับไม่ได้เริ่องเลยพาไปแต่ละที่ปิดแล้วทั้งนั้น
    ไม่เป็นไรไกด์กิ๊ฟและไกด์ลินยินดีช่วย
    พี่โก้ก้เลี้ยงอาหารที่ริมโขงริเวอร์ไซด์และพาไปส่งที่เขตแดนสะพานมิตรภาพไทยลาว พร้อมหิ้วถุง "เบยลาว"ให้เราจนส่งด่าน ตม.
    3935395740384058
    เดินชมกัน                                   แม้ไม่มีเงินจ้างไกด์แต่เรามีหูแอบฟังไกด์กรุ๊ปอื่นได้         แบกกันกลับ                      ฝั่งไทยแล้ว...เย้
     
    อันนี้เป็นแค่เศษหนึ่งส่วน 4 ที่เล่าออกไปพอเป็นกระษัย เพราะขี้เกียจมากมาย ใครอยากรู้ต่อติดต่อได้จะเอาไดอารี่ให้อ่าน หรืออยากอ่านประสบการณ์ขำๆ มี scrap book ให้อ่าน
    แต่ไม่ให้เลย...
     
    แต่ถ้าให้แสดงความรู้สึกตรงๆแล้วคิดว่าหลวงพระบางหรือวังเวียงก็ดูคล้ายๆกับต่างจังหวัดบ้านเรา ทั้งวัดวาอาราม วิถีชีวิต ที่คล้ายคลึงกัน
    เพียงแต่ของเค้าจะมีกิจการท่องเที่ยวรองรับมากกว่า และมีการบำรุงรักษาแหล่งท่องเที่ยวได้ค่อนข้างดีกว่าเราเลยทีเดียว
    แต่สิ่งที่ฉันประทับใจคือความกล้าของตัวเองมากกว่า กล้าที่จะดื้อ กล้าที่จะเชื่อในตัวเอง
    แม้จะถูกหลอก จะเหนื่อยมากแค่ไหน แต่มันคืออีกหนึ่งประสบการณ์ที่ผู้หญิงสองคนเลือกเดินไปในต่างแดน
    เพียงเพราะจุดหมายของการเริ่มต้นของคำที่ว่าที่ว่า "BAGPACKER"
     
    ...
     
    ขอบคุณกิ๊ฟ...ที่ร่วมอุดมการณ์แบกเป้ไปด้วยกัน และอดทนความดื้อด้านของกูในบางครั้ง
    ขอบคุณมะม๊า...ที่ให้น้องโอ๊ตไปอเมกาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เพราะภาษาอังกิดที่น้องโอ๊ตได้มานั้นทำให้ทริปนี้ไม่มีเหงาเลย
    ขอบคุณพี่อั้ม...ที่ตามใจน้องสาวดื้อๆคนนี้ แม้รู้ว่าพี่จะไม่อยากให้น้องไปเท่าไหร่
    ขอบคุณพี่อุ้ย...ที่ช่วยออกค่าต่อ passport ให้ 1000 บาท
    ขอบคุณแรงบันดาลใจจากคนหลายคน
    ขอบคุณไปรษณีย์ลาว...ถ้าจะส่งความคิดถึงที่ฉันส่งจากลาวมายังคนที่ฉันคิดถึงในประเทศไทยได้อย่างครบทุกฉบับ
    ขอบคุณคนที่ฉันคิดถึง...ที่ทำให้ฉันได้ (เกือบมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่ไปรษณ์ที่นั่น) ส่งจดหมายและโปสต์การ์ดไปหา
    และ...
    ขอบคุณตัวเอง...ที่กล้าจะเลือกเดินไปในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
      

    N' Imm_Erb

        ...  

       เป็นครั้งแรกที่ไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวหรือความรู้สึกผ่านตัวอักษรได้

       แม้ว่าในไดอารี่ก็ตาม...แต่คิดว่าอีกไม่นานสถานการณ์ที่เลวร้าย และความรู้สึกที่เจ็บปวดนั้น

       คงได้ถูกถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือได้แน่นอน

       ...

       5 วันที่อ่อนแอ

       5 วันที่เฝ้าสวดบทน้ำตาอโหสิกรรมให้ "เดนสังคม"

       5 วันที่เฝ้ารอความเข้มแข็งคืนกลับมาให้ตัวเองอีกครั้ง

       ...

       รู้สึกกลัว

       ...

       ผู้หญิงคนหนึ่งรับรู้ความเจ็บปวดนี้นี้ตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่ฉันร้องไห้

       ผู้หญิงคนหนึ่งคอยเคียงข้างฉันทุกครั้งที่รู้สึกว่าอ่อนแอ

       ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้ฉันได้กล้าที่จะเผชิญความจริงอีกครั้ง

       ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกจริงๆ ว่าฉันอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้

       ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้ว่าเตียงเล็กๆของฉันสามารถนอนได้สองคนอย่างสบาย "อีกครั้ง"

       ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้ว่าฉันยังมีเพื่อนอีกคนที่เค้าฟัง และรับในทุกสิ่งที่ฉันเป็น

       ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้ฉันพบว่าชีวิตฉันขาดบางสิ่งบางอย่างมานาน

       และเธอผู้หญิงคนนั้นที่เข้ามา พร้อมกับคำว่า "น้องสาว"

       ...

       อีก 3 วัน ป๊าจะกลับมา แต่หนูอยากบอกป๊าก่อน

       ป๊าค่ะ

       หนูมีน้องสาวแล้วค่ะ

       แม้จะมาไม่ทันเล่นขายข้าวแกงกับหนู

       แต่เค้าเข้ามาทันในช่วงวันเวลาที่เจ็บปวดที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตหนูค่ะป๊า

       ขอบคุณนะค่ะป๊า

       ขอบคุณนะค่ะ "น้องสาว" ของพี่

       ...

    P' Khaw-Oat

    ps. สเปซใหม่ยังไม่เสร็จ ขอลงอันนี้อีกอันแล้วกัน

    สุดท้ายแล้วล่ะ

    My decision!!!

     

    Last year, i created this space cuz i wanted to tell my 2 Best friend how was i feel.

    Then i changed my purpose, i wanted another one know how i thought.

    Right now it's over, i mean everything.

    I've got 2 bestfriend back

    and...

    i also got my heart back from that one, even though it's not totally but it's gonna be.

    so...

    i desire to keep this space

    but...

    i'm gonna upload nothing anymore.

    Anyway...

    my lovely sister (and she's also my best friend); N' Imm, wants me to make a new space

    yes, i did but it's not completely done,

    so...

    i just wanna tell all of my space friends

    that i will visit your space telling about my new space.

    okay

    and...

    see you guy soon.

    ooh...it's no one falt, so i don't wanna see or hear any sorry,

    and please respect your word which gave it to me.

    Thanks.

     

    ใครสักคนที่ Toronto (Blog เฉพาะกิจ)

    "เหตุผลที่เราเป็นแบบนี้ก็เพราะว่าเรากลัวที่จะเจ็บปวดอีกครั้ง"
    ฉันเงยหน้ามองคนข้างๆที่พูดประโยคนี้ขึ้นมาอย่างงงๆ แต่ก็ยังนั่งเงียบ
    เพราะฉันอยากให้ความทุกข์ที่ฉันกำลังเผชิญอยู่ตกตะกอนลงไปอย่างช้าๆ เพียงลำพัง
    โดยที่ฉันไม่รับรู้เลยว่าผู้ชายที่นั่งข้างๆ เค้าอยากช่วยฉันแบ่งเบาความทุกข์
     
    "ทำไมต้องกลัว การคาดหวังใช่ว่าจะจบด้วยความผิดหวังเสมอไปหรอกนะ"
    อีกครั้งที่เค้าพูดขึ้นมา แต่ฉันยังคงนั่งเงียบ
     
    "พี่รู้นะว่าเราเคยผิดหวังมาจากการแบ่งเบาความทุกข์ให้ใครสักคน แต่ใครสักคนไม่ได้หมายความว่า คนทุกคนหรอกนะ"
    ฉันยังคงนั่งเงียบ ไม่รู้จะพูดยังไง ในใจก็ได้แต่ปฏิเสธว่าไม่ใช่ แต่...ไม่ใช่อะไรล่ะ ในเมื่อสิ่งที่เค้าพูด มันคือความจริง
     
    "พี่รู้ว่าเราชอบที่จะให้มากกว่า แต่มันไม่ได้แปลว่าเราไม่มีสิทธิ์รับใช่มั้ย ไม่มีใครเป็นผู้ให้ได้ตลอดหรอกนะ"
    ฉันมักจะฟัง ฉันมักจะเป็นผู้ให้ แต่แปลกที่ฉันไม่ชอบพูดเรื่องตัวเอง ไม่อยากที่จะเป็นผู้รับ
     
    "เวลาเรามีปัญหานะ เรามักจะไม่ค่อยอดทน แต่รู้ไหมว่าอะไรที่ทำให้เราผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้
    ความดื้อรั้นไง ความอดทนต่ำ แต่ความดื้อรั้นสูง"
    ไม่เข้าใจ ไม่สน ไม่จริง ไม่ยอมรับ บ่นอะไรอยู่ได้ แค่เรียกมานั่งกินข้าวด้วยเท่านั้นเอง
    เฮ้อ น่าเบื่อ ไม่เอาแล้วเปลี่ยนเรื่อง ขี้เกียจทน
     
    "ไม่มีใครเป็นอย่างนี้ไปได้ตลอดหรอกนะ เราอย่คนเดียวไม่ได้หรอก"
    ฉันอยู่ได้โดยไม่มีใคร ฉันอยู่ได้โดยไม่ต้องแบ่งเบาความทุกข์กับใคร ฉันมีไดอารี่ ฉันมีโลกส่วนตวของฉัน
    ฉันไม่ต้องการใคร
    แต่ตอนนี้
    เค้าจะรับรู้ได้ไหม ว่าฉันคิดถึงเค้า
    ว่าฉันอยากยอมรับว่าที่เค้าพูดมานั้นจริง
     
    ps.เรื่องราวครั้งนี้อาจจดจำคำพูดมาได้ไม่ครบ แต่ความจริงยังคงปรากฎที่ว่าคนๆนี้เค้าเป็นห่วงเราจากใจจริง

    Tag Blog

     

    My Tag Blog

    ความจริงที่น้อยคนรู้

     

    1.ถ้ามีคนเกามือให้จะหลับง่ายมาก ต่อให้ไม่ง่วง

    ก็เคลิ้มๆหลับไปได้เหมือนกัน (เคล็ดลับอยากให้ลิงหลับ)

     

    2.อาลาเร่จัง เป็นฉายาที่เพื่อนๆของพี่ตั้งให้ เพราะเวลาอยู่บ้าน

    จะใส่แว่นสายตาอันโตๆ แล้วมัดหางม้า (อย่าฝันว่าจะได้เห็นรูป โหะๆ) 

     

    3. ชมตัวเองหน้ากระจกทุกครั้งว่าน่ารักก่อนออกจากบ้าน

    (เขินนะเนี่ยบอกข้อเนี่ย แบบสร้างความมั่นใจไง)

     

    4.เวลาเมาระดับ 2 (ก่อนที่จะถึงระดับอ้วก) จะฟุดฟิดฟอไฟเป็น

    ภาษาประกิด จนเพื่อนๆเริ่มอยากจะพกทอล์กกิ้งดิก

    ไปด้วยเวลาไปกินเหล้ากะอลิน 

     

    5. ยังคิดถึงใครบางคนที่ไม่สมควรจะคิดถึงแล้ว

     

    ...จบ...

     

    Tag ต่ออีก 5 คน

    ...เกรียม...

    ...โบว์...

    ...เบญ...

    ...เตย...

    ...JULA... 

    วันเด็ก (สมองเล็ก)

      กิจกรรมที่(อาจ)ทำให้อยากกลับไปเป็นเด็ก

    ...เอากระปุกออมสิน (เอามาก้ไม่มีตังค์หยอด -*-)

    ...พระราม 6 วิทยาศาสตร์ (เด็กศิลป์เว้ย เกลียดวิทย์)

    ...หาขุมทรัพย์ศูนย์ไทย-ญี่ปุ่น (หาแล้วได้ตังค์ม่ะ ไม่ได้ไม่เอา)

    ...เข้าสวนสัตว์ฟรี (ดูอะไรล่ะ แค่ส่องกระจกก้เห็นแรด + ควายแล้ว)

    ...เดินแฟชั่นงานราชพฤกษ์ (เปลี่ยนไปดู นศ.ชายที่ มช. แทนได้ป่ะ)

    ...ปั้นปูนปลาสเตอร์ที่สนามเสือป่า (ปกติปั้นตัวหนังสือเป็นเรื่องอยู่แล้ว)

    ...นั่งเก้าอี้นายก (ถ้าเป็นคนเก่าก็จะสำรวจว่าใช้กาวตาช้างยี่ห้ออะไร หนึบจริงๆ)

    ...ขึ้น รถไฟฟ้าBTS ฟรี (แค่วันเดียว แล้วปกติก้เที่ยวละ 15 บาทตลอดสาย อย่างกนะ)

    ...เข้าพิพิธภัณฑ์เด็กกทม.ฟรี (ไปดูหุ่นยนต์ 8 ชนิด โอ๊ย ดูคนทำงานในวันปกติไม่ต่างกัน)

    ...และ "หลบระเบิดกลางกรุง" (หาเรื่องแล้วมั้ยละ เอาเป็นว่า 'วันเด็ก' ไม่ใช่ 'วันผู้ใหญ่' เข้าใจ๊)

    ;   

    ไม่ขอเลือกอะไรเลยแล้วกัน แค่

    "ขอพื้นที่เล็กๆ  ให้ยังเป็นเด็กอยู่ได้ไหม"

    ให้ไม่ให้ ก็ยังเป็น 'เด็กหญิงรถถัง' เหมือนเดิมอ่ะ

    แต่ ลัล ลัล ล้า มากขึ้นแล้วนะ

    รัม - ทัม - ทิดเดิล - อัม - ทัม 

    สโลแกนวันเด็ก (สมองเล็ก) ปีนี้ คือ...

    เรียนอย่าให้เสียเวลาเล่น - เล่นอย่าให้เสียเวลานอน - นอนอย่าให้เสียเวลาเที่ยว 

     

    นิทานแห่งความสุข

    นิทานแห่งความสุข a floktale of happiness

    รางวัลชมเชยประเภทงานสำเร็จรูป ครั้งที่ 6

    ธิติพล ดีครื้น

    ยังมีเด็กน้อยแห่งท้องทุ่งกับดินก้อนน้อยจากท้องทุ่ง เข้าปั้นรูปควายน้อย

    พลันจินจนาการถึงเรื่องราวแห่งท้องทุ่ง โลกในฝันของเขาไม่แตกต่างจากความเป็นจริง

    ยังมองวิเศษไปกว่านั้น การที่เขาได้เพียงพอแล้วในความจริงของเขา

    นี้คือนิทานแห่งความสุข

      

    อลินขอบ่น 

    แหะๆ ช่วงนี้อารมณ์ติสต์ ขนาดไปดูงานศิลป์เลยนะเนี่ย

    มีหลายงานมากที่น่าสนใจ แต่ที่โดนก็คงเป็นชิ้นนี้แหละ

    อ่านแล้วอืม ใช่ๆๆ

    พอใจกับความเป็นจริงในสิ่งที่เรามี

    ลองใส่ใจดูรอบๆข้างบ้าง

    เพื่อจะพบว่าความจริงแล้ว สิ่งที่เราฝัน

    มันคือความจริงตรงหน้านี้แล้วก็ได้

    จริงม่ะ

      

    ;   

    อีกสองชิ้นงานที่ชอบ

    ทะเลหน้าหนาวเดียวกัน...แต่คนละที่

       

     

    ในวันนี้ที่เลือกแล้ว ก็คงต้องเคารพการตัดสินใจของตัวเอง

    ให้ร้องไห้แค่วันนี้ ให้เจ็บกันเท่านี้ คงดีกว่าต้องเจ็บเรื้อรังในวันข้างหน้า

    วันนี้ต้องทำให้ได้ ต้องทำให้ได้จริงๆ

     

    ...

     

    เค้าท์ดาวน์ที่เดิมนะ ริมทะเลหน้าหนาว

    แอตแลนติค VS อันดามัน

    แม้จะคนละที่ คนละเวลา

    แต่มันก็คือทะเลหน้าหนาวเหมือนกัน

    เราจะนับถอยหลังพร้อมกัน

    เข้มแข็งไว้นะหมีสมองเล็ก

     

    ...

     

    Happy New Year

    ขอให้ทุกคน มีความสุขมากกกก

    สมปราถนาทุกประการนะค่ะ

    มีความสุขกันมากๆๆ

    ...

     

     

     
       
     
     
     
     
       
     
     
     
     

     

    ฝากที...

    เห็นเธอมากับเขาพอดี ในคืนนี้อยู่ไม่ไกล

    ยิ้มให้เธอ แค่ทักแค่ทาย นิดหน่อย คนเคยรู้ใจ

    นั่งฟังเพลง ที่ร้องบรรเลง เกี่ยวกับรักที่เสียใจ

    ...

    นั่งเพลิน ๆ แล้วเธอเดินมาพูดคุย สบายหรือไร 

    ขอบคุณที่เข้ามาทัก ฉันเห็นเขาอยู่ตรงนั้น

    สายตาที่มองอย่างนั้นเหมือนไม่พอใจ

    ที่เห็นเธออยู่กับฉัน ที่นั่งกันอยู่ตรงนี้

    ฉันว่าบางที เขาอาจจะคิดไปไกล...

     ...ฝากไปบอกเขาที ว่าไม่มีเราต่อไป

    รู้ตัวดีและเข้าใจ ฉันมันเป็นอะไรไม่ใช่ใครที่เธอรักอยู่

    ฉันก็รู้ต้องเดินคนเดียวจากนี้ไป

    ฝากไปบอกเขาเลย ว่าไม่เคยมีติดใจ รู้ว่ารักกันเท่าไหร่

    ฉันต้องทำยังไง เย็นไว้ ฉันรู้ดี

    ถ้าเธอเลือกที่จะไป จะวันไหนยังไง เราจบกันแล้ว

    ... 

    รักกันดี เห็นซึ้งกันดี คนคนนี้คงมั่นใจ

    อย่าพูดกันนาน กลัวเขารำคาญ ไม่อยากให้ใครเสียใจ

    วันเวลาที่ผ่านไปช้า ๆ ช่วยทำให้ลืมเรื่องที่แล้วมา

     อย่าพูดกันนาน กลัวเค้ารำคาญ ไม่อยากให้ใครเสียใจ

     ...

    วันเวลาที่ผ่านไปช้าๆ ช่วยทำให้ลืมเรื่องที่แล้วมา

    ลืมความรัก เจ็บช้ำครั้งก่อน สุดท้ายคงต้องยอม

    และฉันพร้อมจะเดินคนเดียวจากนี้ไป

    ฝากไปบอกเค้าที

     ...

    วันเวลาที่ผ่านไปครั้งนั้นก็คงต้องเก็บเป็นแค่ฝันไป

    ในวันนี้เธอพบคนใหม่ ฉันต้องยอมเข้าใจ

    เมื่อเธอเลือกที่จะไปจะวันไหนยังไง เราจบกันแล้ว

    ...

    ในเพลงมันฝากพี่บอกเค้า แต่จริงๆแล้วเค้าคงเข้ามาอ่าน

    ((อ่านทุกบรรทัด คิดให้หมดทุกตัวอักษรนะค่ะ))

    ((เรา จบ กัน แล้ว))

    ปกติไม่เขียนเพลงลงอยู่แล้ว แต่วันนี้อดไม่ไหว

    กลับมาถึงบ้านเหนื่อยแค่ไหน ก็ต้องทำ... 

    จำไว้นะ...คริสโตเฟอร์

    รัม-ทัม-ทิดเดิล-อัมทัม...คริสโตเฟอร์ โรบินละสายตาจากภาพข้างหน้าแล้ว

    หันมามอง หมีสมองเล็ก ที่ยืนยิ้มแหย่อยู่อย่างอายๆ

    ที่จริงก็น่าสงสารอยู่หรอก ต้องแบกกระเป๋ากล้อง ขาตั้งกล้อง เดินตามถ่ายรูป

    แต่งานเค้านิ อยากทำไม่เป็นเอง โอเค เดี๋ยวต้องรีบพาไปกินข้าวก่อน

    ที่หมีสมองเล็กจะกลายเป็นหมีไม่มีสมอง แต่คริสโตเฟอร์ขอสัญญาข้อนึงว่า

    ต้องเดินตามคริสโตเฟอร์เท่านั้น วินาทีนั้นหมีสมองเล็กคงคิดอะไรไม่ออก

    นอกจากอาหารที่อยากกินเลยตกลงไป โอเค

    แล้วหมีสมองเล็กก็รู้ตัวว่าพลาดแล้ว เพราะคริสโตเฟอร์พามาที่ Thailand Best Buy

    ที่แบรนด์เนมลดราคาเพียบ เหมือนใครเอาน้ำผึ้งมาวางล่อยังไงอย่างงั้นเลย

    แลด้วยสัญญา จึงต้องเดินตามไปโซนอาหารแทน

    นึกว่าจะเลี้ยงข้าว ไม่อ่ะ คริสโตเฟอร์พาหมีสมองเล็กชิมฟรีไปทุกร้าน

    พร้อมบอกว่าเล็งๆไว้อยากกินอะไร เด๋วกลับมาซื้อ พอกลับมาที่เดิม ก็มองหน้ากวนๆ

    "อิ่มแล้วละซิ อร่อยไหมอาหารหลากหลาย เพราะพี่รู้ว่าเราอยากกินเยอะ

    แต่สภาวะกระเพาะรับได้น้อย ประหยัดเงินดีด้วย อยากกินอีกบอกนะ ฮ่าๆๆ"

          

           เยี่ยมมากคริสโตเฟอร์...อย่าให้ถึงตา

           หมีสมองน้อยบ้างแล้วกัน...หึหึหึ

     

     

    HBD # 24

    ในหนึ่งปีเราจะมีวันคล้ายวันเกิดที่คอยบอกเวลาอายุที่เราอาศัยอยู่บนโลกนี้

    เพียงหนึ่งวัน อาจมีบ้างบางปีที่เราลืม แต่ไม่นานเราก็มักจะมีสิ่งกระตุ้นเตือนให้นึกถึงเสมอ

    อาจมีสักคนอวยพรให้เราพบเจอแต่สิ่งดีๆ มีแต่ความสุข

    แต่สำหรับ ผู้ชายคนนี้ เสียงอวยพรให้หายไวๆคงจะมากกว่าอย่างอื่นเป็นแน่

     ปีนี้เป็นปีที่สามแล้วที่เค้าคงทำได้แค่รับรู้และส่งสัญญาณเล็กน้อยเพื่อบอกว่าเค้ารู้นะว่าวันนี้วันเกิดเค้า

    ถ้าเป็นเมื่อก่อนผู้ชายคนนี้คงดีใจไม่น้อยที่ลูกผู้ชายคนเดียวในบ้านอย่างเค้า

    จะมีเพื่อนมาอวยพรวันเกิดกันอย่างเนืองแน่นขนาดนี้

    แม้ข่าวในวันนี้จะซาไปบ้าง แต่แฟนคลับ ไม่ใช่สิ คงต้องเรียกว่า เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ

    ยังไม่ลืมเค้าและยังรักเค้าเหมือนเดิม แม้แต่สื่อก็ยังมีเสนอข่าวในช่วงเวลาสั้นๆ

    ร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิดผู้ชายคนนี้ 

    3 ปีแล้ว พี่บิ๊กคงไม่ต้องรอคอยการพิสูจน์ความรักที่ทุกคนมีต่อพี่แล้วมั้งค่ะ

    พี่รีบๆกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้แล้วค่ะ ไม่ต้องจับไมค์ร้องเพลง แค่พี่ยิ้มและหัวเราะได้อีกครั้ง

    คงส่งความสุขให้คนได้อีกหลายคนเลยค่ะ

    หรือสามปีพี่ยังพิสูจน์ไม่มากพอ ต่อให้พี่ใช้เวลาพิสูจน์นานกว่านี้ พวกเค้าก็ยังรักพี่ไม่เปลี่ยนแปลง

    H a p p y ... B i r t h d a y

    พอดีภาพเก่าๆเก็บไว้เครื่องที่บ้าน

    แล้วเครื่องนี้ช้ามากเลยตกแต่งอะไรได้ไม่เยอะ

    ...รุ่นน้อง Buca...

    A Night Tale

     

     

           กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วที่โลกเรามีพระจันทร์อยู่สองดวง คือ Moon

    ที่เป็นเพศชายและ Lady Moon ที่เป็นเพศหญิง ทั้งคู่รักกันและอยู่เคียง

    ข้างกันเสมอ ไม่เคยแยกจากกันเลย

           วันหนึ่ง Lady Moonได้พบกับ Mr. Sun และหลงใหลในความ

    อบอุ่นจากแสงสว่างของ Mr. Sun มาก ขนาดเลื่อนตัวเองทีละน้อยเพื่อจะ

    ได้ใช้ชีวิตใกล้ๆ Mr. Sun จนห่าง Moon ไปในที่สุด

           ทุกค่ำคืน Moon ก็ได้แต่เฝ้าตามหา Lady Moon แต่ไม่มีวี่แววจะ

    พบเธอเลย คืนแล้วคืนเล่า วันหนึ่ง Moon คิดได้ว่าถ้ามัวตามหาอย่างนี้อีกกี่

    ปีแสงจะได้พบหญิงอันเป็นที่รัก Moon จึงระเบิดตัวเองเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    กระจายไปทั่วจักรวาล เพื่อออกค้นหาเธอ

           ความอบอุ่นที่ Lady Moon ใฝ่หานั้นมันทำให้เธอรู้ว่า ไม่ได้มีให้กับ

    เธอผู้เดียว แต่Mr. Sun ยังแผ่ไปให้ดาวดวงอื่นอีกมากมาย และทุกครั้งที่

    เธอเลื่อนตัวเข้าไปใกล้เค้าเท่าไหร่ ความอบอุ่นจะกลายเป็นความร้อนแผด

    เผาเธอทันที

           เมื่อคิดได้เช่นนั้น เธอจึงเดินทางกลับไปหา Moon ผู้ที่เคยอยู่เคียง

    ข้างเธอ แต่เมื่อไปถึงเธอกลับไม่พบ Moon ออกตามหาสักเพียงใดก็ไม่พบ

    หากพบเพียงเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยล่องลอยทั่วจักรวาล เธอต้องการจะพบ

    Moon อีกครั้ง อย่างน้อยให้เธอได้กล่าวคำว่าขอโทษก็ยังดี แม้ Moon

    จะไม่ยกโทษให้เธอก็ตาม

           ส่วน Moon เมื่อพบว่าหญิงอันเป็นที่รักกลับมาแล้ว ก็พยายามเปล่ง

    แสงอันน้อยนิดที่มากมายมหาศาล ที่เราเรียกว่าดาวในทุกวันนี้ เพื่อให้

    Lady Moon ได้รู้ว่าเค้ายังอยู่ที่เดิม แต่แสงสว่างที่กระจัดกระจายไม่

    สามารถรวมแสงกลับไปเป็นพระจันทร์ดวงโตๆได้ Moon ทำได้แค่นั้น

    และเค้ารู้ดีว่ายังไงเค้าก็ไม่สามารถกลับไปเป็นอย่างเดิมได้อีกแล้ว

           Lady Moon ยังคงเก็บงำความเศร้าเสียใจไว้กับตัวอยู่เสมอ โดยที่

    เธอไม่รู้เลยว่าแสงดวงน้อยๆที่กระจายอยู่ทั่วฟ้า แม้จะไม่อบอุ่นเท่าแสง

    ของอาทิตย์ แต่มันก็พยายามอย่างสุดแล้วที่จะแปร่งแสงออกมาโอบกอด

    และเช็ดน้ำตาเธอไว้ด้วยความรัก

           ถ้าคืนไหนเราพบดาวสุกสกาวเต็มฟ้าให้รู้ว่าวันนั้น Moon กำลัง

    พยายามโอบกอดปลอบประโลมหญิงอันเป็นที่รักอยู่ แต่ถ้าคืนไหนมองไป

    ไม่พบ Lady Moon ให้รู้ไว้เถอะว่าเธอเสียใจเกินที่อยากจะแปร่งแสงใดๆ

    ออกมา

    คืนนี้ลองแหงนหน้ามองฟ้าดู

    เผื่อจะสัมผัสได้ถึงความรักที่มั่นคงของพระจันทร์หนุ่ม

    แต่ถ้ายังไม่รู้สึก

    ขอให้จำไว้ว่าสักวันหนึ่งคุณจะมองเห็นมันทุกวัน

    ไม่ว่าคุณอยู่ไหน หรือคุณจะเดินจากมันไปแล้ว

    ถ้ามันคือรักจริง...

    มันจะอยู่ที่เดิมทุกครั้งที่คุณมองออกไป

    ...THE END...

    เอี๊ยด...

    เอี๊ยด.......

     

    เสียงยางล้อรถยนต์ถูครูดไปกับถนนตามความเร็วของรถยนต์ด้วยการเหยียบเบรกของคนขับ

     

    วินาทีนั้นจึงได้หันกลับไปมอง และพบว่าตัวเองยืนอยู่หน้ารถคันนั้นแค่คืบ

     

     

    เคยไหมค่ะที่ดูละครแล้วก่นแกมด่า

    เวลาที่ตัวละครในเรื่องกำลังวิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถโดยที่ไม่ทันได้มอง

    หรือรถคันนั้นมาด้วยความเร็วสูง

    แล้วตัวละครตัวนั้นจะยืนแน่นิ่งราวกับกำลังมองเห็นซุปเปอร์ฮีโร่กำลังพุ่งเข้าใส่

    ทั้งๆที่จริงแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่น่ามองเลย มันเป็นเหมือนใบเบิกทางไปยมโลกแล้ว

    ในละคร คนเขียนอาจต้องการให้เป็นวิธีของโชคชะตาพรหมลิขิตให้ตัวละครได้เจอกัน

    หรือในชีวิตจริง แต่ถ้าไม่ใช่การลิขิตของพระพรหม สิ่งนั้นคงเรียกว่าอาการช็อก อาการตกใจ !

     

    “เป็นไรมากไหมครับ” คนขับเปิดหน้าต่างชะโงกหน้าเข้ามาถาม

     

    “น้องครับ” เสียงเรียกเตือนสติอีกครั้ง และอีกครั้ง “น้องครับ”

     

    “อ๋อค่ะ ขอโทษค่ะพี่ ขอโทษค่ะ” ฉันยกมือไหว้ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

     

    ก่อนจะเดินแกมวิ่งไปยังฝั่งถนนที่เป็นจุดหมายของฉัน

     

    วันนั้นคงไม่ใช่วิธีลิขิตของพระพรหม

     

    แต่คงเป็นเพราะความประมาทของตัวเอง ที่อารมณ์ดีเกิดเหตุ

     

    และมันทำให้ฉันเข้าใจได้ว่าทำไมตัวละครเหล่านั้นจึงยืนนิ่งตกใจราวกับรอรถพุ่งเข้าใส่

     

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วเป็นครั้งที่ 2

     

    ครั้งหน้าถ้าโดนชนจริงๆ จะนำความรู้สึกมาเล่าให้ฟังอีกที

     

    อย่าประมาทนะ

     

    เด๋วจะมีคนมาเล่าความรู้สึกถูกชนก่อน ไม่ยอมจิงแหละ

     

    LiN {- -*}

     

    Ps. พอดีวันนั้นเป็นอลิน ไม่ได้เป็น ด.ญ.รถถัง ไม่งั้นคันนั้นแบะ

     

    อโหสิกรรมให้ด้วยนะ คุณดอกยาง กะคุณผ้าเบรก !

     

    Hold me tightly

         
       
     
     
     
     
       
     
     
     

     

    เคยนอนกอดใครแล้วคุณรู้สึกไม่อยากปล่อยมือจากเขาเลย

    ทั้งๆ ที่ปกติแล้ว ไม่ว่าเวลารู้สึกไม่สบายตัว

    กับท่าทางของตัวเองเพียงเล็กน้อย

    แขนชา ขาเป็นเหน็บ เรามักจะขยับเปลี่ยนท่าทันที

    เราเคยมีความรู้สึกแบบนั้น ยังไม่มั่นใจว่ามันคือ ความรัก

    แต่ยอมรับว่ามันรู้สึกอบอุ่นเกินกว่าที่จะอธิบายในตอนนั้น

    แต่ก็ไม่สามารถลืมมันได้

    ยังเคยคิดถึงมันว่า มันจะเป็นความทรงจำที่เลวร้าย

    แต่ไม่เลยมันกลับกลายเป็นความรู้สึกที่ดี

    ที่เวลานึงเรายังเคยมีความรู้สึกแบบนั้น

    อย่างน้อยใจที่เคยรู้สึกว่าปิดตาย กับการให้คนเข้ามา

    เหมือนเปิดออกรับความอบอุ่นนั้นไว้

    โดยไม่กลัวกับการสูญเสียใดๆ

    ถ้าเราสามารถที่จะเสียใจกับเรื่องราวร้ายๆที่เข้ามาได้นานๆ

    เราน่าจะมีความสุขที่เคยมีความทรงจำดีดี

    ในระยะเวลาสั้นๆ ได้บ้าง

    อย่างไม่รู้สึกเคอะเขินตัวเอง

    ยิ้มให้กับเรื่องราวดีดีที่เคยผ่านมา

    แล้วมองหาคนที่ต้องการการกอดจากคุณ

    แบ่งความอบอุ่นของคุณให้คนที่เขาต้องการ

    ถ้าคุณไม่อ้าแขนออกแล้วเราจะสวมกอดกันได้อย่างไร

    แล้วอย่าลืมว่าถ้ามีคนมากอดคุณก่อน

    รอให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยมือนะ

    ที่มา : Someone in Blog Love Is

    อ่านบทความนี้แล้ว ก็รู้สึกว่าบางครั้ง

    ความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย มันก็เป็น"สากล"เหมือนกัน

    "ถ้าเราสามารถที่จะเสียใจกับเรื่องราวร้ายๆที่เข้ามาได้นานๆ

    เราน่าจะมีความสุขที่เคยมีความทรงจำดีดีในระยะเวลาสั้นๆ

    ได้บ้างอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินตัวเอง”

    ชอบประโยคนี้จัง เพราะมันตอบคำถามได้ดีว่า

    ทำไมบางครั้งคิดถึงเค้าแล้วเศร้า

    แต่บางครั้งคิดถึงเค้าแล้วมีความสุข

    แม้มันจะเป็นเพียงแค่ห้วงความทรงจำสั้นๆก็ตาม

     

     

     

    Existent heart

    _______#####*___________________________________________
    _____########*_________________________________________
    ___*##########*________________________________________
    __*##############____________________________________
    _*################_____________*##__________________
    _##################_________*#####*_______________
    _##################______*##########_____________
    __##################___*#############___________
    ____#################*_###############*_________
    ____#################################* ________
    ______###############################___________
    _______############################=_____________
    ________=##########################______________
    __________########################________________
    ___________*####################=__________________
    ____________*##################_____________________
    _____________*###############________________________
    _______________#############__________________________
    ________________##########_____________________________
    ________________ ######## _______________________________
    _________________######_________________________________
    __________________####___________________________________
    __________________###____________________________________
    ___________________#_____________________________________

     

                   I confirm my existent heart,

                   but i'm not sure,

                   Does true love exist in my heart?

     Sorry...if i can give my real love no longer.

    no heart...no title

     

     

     

     

    เดือนกว่าแล้วตั้งแต่เค้าพูดคำ 3 คำ นั้นออกมา มันเป็นคำที่ฉันไม่เคยลืม

    ฉันหวังเสมอที่จะกลับมาคืนดีกันเหมือนเก่า กลับมาร่วมกันแบ่งปันความฝัน

    กันอีกครั้ง แต่ในเมื่อเค้าไม่เคยต้องการ...

    1เดือนกว่า ฉันเลยได้รู้ว่า"รอ" ไปก็เท่านั้น มีแต่จะตอกย้ำความเจ็บปวด

    ฉันจึงเลือกที่จะบอกเค้าว่าฉัน...จะเดินออกมาเอง

    ---

    (อย่างน้อยให้โอ๊ตได้ "รู้สึก" ว่าโอ๊ตเดินออกมาเอง ไม่ได้ถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง

    แต่มันก็แค่ความรู้สึก เพราะจริงๆแล้ว ผู้หญิงหน้าโง่คนนี้

    ก็ยังคงเป็นฝ่ายถูกทิ้งอยู่ดี ไม่ว่าจะในความเป็นจริง และแม้แต่ในความฝันก็ตาม)

    ---

    ปากก็แค่บอกจะเดินออกมา แต่เท้าก็ยังอยู่กับที่ น้ำตาก็ยังคงล้นปรี่

    แม้แต่ความเจ็บปวดก็ยังไม่น้อยลง

    ทั้งๆที่สงสารตัวเอง ทั้งๆที่คิดมากจนเครียดลงกระเพาะ

    แต่ทุกวันนี้ก็ยังคงทำร้ายตัวเอง

    ยังคิดถึง ยังนึกถึง ยังฟังเพลงที่เค้าเคยร้องให้ฉันฟัง และยังคง

    ฟังผลงานที่มันคือหนึ่งฝันของเค้า

    ฉันจะต้องทนอยู่กับความปวดร้าวนี้อีกนานเท่าไหร่

    อีกกี่รอบหมุนเข็มนาฬิกาจะพาฉันเดินผ่านคืนวันที่เจ็บปวด

    และอ้าวว้างเหล่านี้ไปได้ อีกกี่ล้านหยดน้ำตาที่ถูกคั้นออกมา

    จะจางหายไป

    อีกกี่ความทุกข์จะผ่านพ้นไปให้ฉันรู้จักเค้าใหม่อีกครั้ง

    รู้จักอีกครั้งในฐานะแค่ "คนรู้จัก"

    เพราะเมื่อไม่เคยคิดจะรู้ใจกัน เป็นแค่คนรู้จักคงเพียงพอ

    **แต่ในวันนี้ วันที่

    "ข้าวโอ๊ต"

    ยังหวังลึกๆถึงปาฏิหารย์ให้เรากลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

    ยังคงคิดถึง "พี่" อยู่เสมอ

    แม้ว่าพี่จะไม่คิดถึง และไม่แคร์เด็กคนนี้แล้วก็ตาม**

    ---

    สักวันที่เรื่องเหล่านี้จะเป็นแค่ความหลัง

    ฉันจะยิ้มให้มันได้อีกครั้ง กับความทรงจำและความรู้สึดีๆ

    แต่สำหรับวันนี้สิ่งที่ฉันต้องทำ

    คือการรักตัวเอง

    ---

    ในตอนนี้ที่ยังคิดถึง และเสียใจที่ทุกอย่างมันจบลงด้วยการเลิกลา

     

     

    คำถามโง่ๆ กับ ผู้ชายในนิยาย

         
       
     
     
     
     
       
     
     
     

     

    ไม่เคยคาดคิดว่าไม่ได้เจอกันตั้งนาน และเธอไม่เคยเลือนลางจากหัวใจ

    สบายดีไหม

    จะไปทางไหน

    เดินมายังไง

    มากับใครหรือเปล่า

    มันคือ"คำถามโง่ๆ"ที่ผู้หญิงคนหนึ่งได้ใช้กับรุ่นพี่ที่เธอเคยแอบปลื้ม และไม่ได้เจอกันนานเกือบ 8 ปี

    เพียงแต่เรื่องของเธอมันไม่ได้จบเหมือนเพลงๆนั้น เพราะเธอมีโอกาสได้คุยกับพี่เค้าต่อตามคำชวนที่ร้านสตาร์บั๊ค

    พี่เค้าให้เธอไปนั่งจองที่คอย แล้วพี่เค้าก็กลับมากับ Large Hot Chocolate กับครัวซอง

    "พี่เห็นเราไม่สบาย น่าจะได้กินอะไรอ่นๆ แล้วครัวซองกินได้ไหม มันจะระคายคอไหม"

    "แป๊บเดียวที่เจอกันแต่พี่รู้แล้ว ทำไมพี่ยังเอาใจใส่น้องคนนี้ไม่เปลี่ยนเลยค่ะเนี่ย พี่ยังดูแลหนูเหมือนเดิมเลย" เธอคิดในใจ

    เธอพยักหน้ายิ้มกล่าวขอบคุณเบาๆก่อนจะยกแก้วขึ้นมาดื่ม มันคือ Hot Chocolate ที่อร่อยที่สุดที่สุดเลยล่ะ แล้วบทสนทนาต่างๆก็เริ่ม

    พี่เค้าเป็นฝ่ายผู้กขาดการคุยมากกว่า ผู้หญิงพูดมากอย่างเธอได้แต่นั่งยิ้ม นั่งฟัง พี่เค้าเล่าเค้าคุยได้อย่างไม่มีเบื่อ

    พี่เค้ายังน่ารัก อบอุ่น เอาใจใส่ ยังให้คำแนะนำ ยังให้กำลังใจและปลอบโยนเหมือนเดิม

    มันเป็นความรู้สึกที่ไม่มีวันลบเลือนแน่นอน แม้จะไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกไหม (เพราะเธอลืมขอเบอร์ติดต่อ)

    แล้วตอนกลับพี่เค้าไปส่งที่รถไฟฟ้า คอยกระทั่งเธอเสียบตั๋ว และเดินขึ้นบันไดเลื่อนไป

    มันคือช่วงเวลาสั้นๆที่มันจะกลายเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลบเลือน

    พี่เค้าจะยังเป็น Hero ของเธอทั้งในวันนั้นและวันนี้

    วันที่เธอล้ม และเจ็บจากความผิดหวัง พี่เค้าทำให้เธอพบและรู้ว่า

    "บางครั้งเรื่องดีๆก็เกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาที่เลวร้าย"

    ขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือเมื่อ 8 ปีที่แล้ว

    และขอขอบคุณกำลังใจในวันนี้ด้วยค่ะ

     

     

     

    คือเพื่อนคนหนึ่ง

     

     

    ฉันรู้ว่าเธอเป็นห่วงฉัน

    แต่ฉันอยากได้แค่

    "เพื่อนคนนึงพึงกระทำต่อเพื่อนคนนึง"

    ได้มั้ย

    ใช่ ฉันเคยได้รับอิทธิพลตะวันตกมา

    ฉันพอจะเข้าใจการกระทำของเธอ

    แต่ตอนนี้ฉันอยู่เมืองไทย

    นานพอที่วัฒนธรรมไทยจะกลืน

    ความคิดบางส่วนของฉันไป

    ฉันแค่อยากให้เธอเข้าใจ

    ฉันรู้ว่าตอนนี้มันคือโอกาสที่เธอจะ

    เข้ามาในชีวิตของฉัน

    แต่ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อม

    ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม

    มันไม่มากไปใช่มั้ย ถ้าฉันจะขอ

    ให้เราเป็นแค่เพื่อนที่พึ่งจะรู้จัก

    ที่ยิ้มให้เวลาหันไปเจอ ถามว่าจะไปไหน

    กลับบ้านแล้วเหรอ เจอกันพรุ่งนี้นะ

    ฉันยินดีนะ

    ยินดีที่ได้รู้จักเธอ

    และยินดีที่จะได้เธอมาเป็นเพื่อนเพิ่ม

    อีกคนนึง